ตกหลุมรัก “แชงกรีล่า (Shangri-La)” ดินแดนแห่งเทพนิยาย

ถ้าใครเป็นแฟนนิยายของ เจมส์ ฮิลตัน นักเขียนชาวอังกฤษ ก็คงจะคุ้นชื่อแชงกรีล่ามาบ้าง ซึ่งผู้เขียนได้ให้คำจำกัดความสถานที่แห่งนี้ว่า “สวรรค์บนดิน” จากนิยายเรื่อง The lost Horizon จนเมื่อปี 2002 ทางการจีนได้นำชื่อนี้ไปใช้กับเมืองจงเตี้ยน ประเทศจีน เพราะมีความสวยงามเหมือนกับสวรรค์บนดิน เปรียบได้กับแชงกรีล่าในนิยายและด้วยความงามเลื่องชื่อนี้ ทำให้เราอยากไปสัมผัสด้วยตาตัวเองสักครั้ง ทริป 7 วัน 6 คืน คุณหมิง – ลี่เจียง – แชงกรีล่า ในการตามล่าสวรรค์บนดินจึงได้เริ่มขึ้น

                เช้าวันแรกเราไปถึงสนามบินดอนเมืองเพื่อบินไปที่เมืองคุณหมิง ประเทศจีน การเดินทางของเราใช้เวลา 2 ชั่วโมงกว่า ๆ หลังจากลงเครื่อง ลมหนาวก็ปะทะใบหน้าของเราทันที เราต่อรถจากสนามบินไปที่สถานีรถไฟเพื่อที่จะเดินทางไปลี่เจียง รถไฟเป็นลักษณะตู้นอน เตียงมี 2 ชั้น ตู้นึงนอนได้ 4 คน เราได้นอนตู้กับคุณพ่อและลูกสาววัยกำลังน่ารัก ที่เจือยแจ้วตลอดทั้งคืน การเดินทางค่อนข้างยาวนาน รถไฟออก 3 ทุ่ม ไปถึงลี่เจียง 6 โมงเช้า เราต่อรถไปที่ old town ของลี่เจียงเพื่อหาของกินและเดินเล่นรอที่เข้าไปเชคอินที่พัก old town ของที่นี่มีทั้งบ้านเก่าที่เป็นของเดิมกับบ้านที่เป็นสร้างใหม่ปะปนกันไป แต่ต้องชื่นชมการรักษาความสะอาดของที่นี่ แทบจะไม่เห็นขยะเลย รอบ ๆ เมืองเก่ามีการปลูกดอกไม้สวยงามประดับไว้มากมาย และการดูแลดอกไม้ที่ก็ได้รับการดูแลอย่างดี

                หลังจากเราดื่มด่ำกับการชมเมืองเก่าของลี่เจียงแล้ว เราก็เดินทางไปยังสถานที่นึงที่เรียกได้ว่า สวยงามมากจริง ๆ นั่นคือ Blue moon valley เป็นบึงน้ำสีฟ้าสดใสขนาดใหญ่ และใกล้ ๆ กันมีน้ำตกไป่สุ่ยเหอ หลังจากชื่นชมความงามของน้ำตกเรียบร้อยแล้วก็ได้เวลาพกออกซิเจนกระป๋องขึ้นไปทดลองใช้ก่อนจะไปแชงกรีล่าจริง ๆ เรามุ่งหน้ากันไปยัง Jade dragon snow mountain ที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 5 พันกว่าเมตร ออกซิเจนบนนั้นน้อยมาก และเนื่องจากช่วงเวลาที่เราไปเป็นช่วงหน้าฝน แทนที่จะได้เจอหิมะจึงได้เจอฝนแทน เมื่อขึ้นไปด้านบนยอดเขาจึงพบหมอกจำนวนมาก อากาศไม่ค่อยปลอดโปร่ง เราจึงอยู่บนนั้นไม่ได้นาน เพราะต้านทานความหนาวและฝนไม่ไหว หลังจากผจญพายุฝนแล้วก็ออกไปหาของทานที่เมืองเก่าเช่นเดิม แต่ที่ลี่เจียงจะมีเมืองเก่าอยู่ 2 เมือง อาหารส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย ที่พบเห็นมากที่สุดน่าจะเป็นอาหารจำพวก ซุป และเกี้ยว รสชาติอาหารจะค่อนข้างจืดและใช้น้ำมันในการปรุงอาหารเยอะซักหน่อย และเนื่องจากลี่เจียงเป็นเมืองที่ไม่ใช่เมืองหลวง คนที่นี่จึงใช้ภาษาถิ่นเป็นส่วนใหญ่ จะพบคนที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารน้อยมากจริง ๆ การสื่อสารของเราตอนอยู่ที่นั่นจึงค่อนข้างลำบากพอควร

                หลังจากดื่มด่ำกับธรรมชาติและเมืองเก่าที่ลี่เจียงแล้ว ก็ได้เวลามุ่งหน้าไปยังจุดหมายของเราจริง ๆ สักที เช้าวันรุ่งขึ้นเรานั่งรถบัสเพื่อไปที่เมืองจงเตี้ยนหรือแชงกรีล่า และด้วยความที่เป็นช่วงที่เราไปเป็นฤดูฝน วิวข้างทางจึงเป็นต้นไม้สีเขียวขจี ตลอดเส้นทาง ถือว่าแค่ได้เห็นข้างทางก็รู้สึกว่า มันสวยงามมากจริง ๆ เรามาถึงแชงกรีล่า หลังจากเก็บของเข้าที่พักก็ไปที่ วัดซงจ้านหลิน ซึ่งเป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรมแบบทิเบต มีความสวยงามมาก รอบ ๆ วัดมีพื้นให้เยี่ยมชมและถ่ายรูป เราใช้เวลาอยู่ที่วัดจนหมดวันพอดี ก็ได้เวลาไปลองชิมอาหารของที่นี่ ที่แชงกรีล่า สิ่งที่ขึ้นชื่อมากที่สุดคือ เนื้อจามรี หลังจากลองชิมแล้วรู้สึกเหมือนเนื้อวัว และอีกอย่างที่ขาดไม่ได้คือ หม่าล่า ไม่ว่าจะไปส่วนไหนของที่เราจะพบทุกอย่างที่ทำจากหม่าล่า หรือมีหม่าล่าผสม ซึ่งหม่าล่าของที่นี่จะค่อนข้างรสชาติจัด ถ้าคนที่กินเผ็ดไม่ได้ก็แนะนำให้ทดลองกินน้อย ๆ เท่านั้น การสำรวจของวันนี้จบลงไป เรารีบเข้านอนเพื่อที่เช้าวันรุ่งขึ้นจะไปยังที่หมายของเรา นั่นคือ Shika Snow Mountains และเหมือนเดิม สิ่งที่ขาดไม่ได้คือออกซิเจนกระป๋อง โชคดีของเราที่วันนี้อากาศค่อนข้างแจ่มใส เมื่อเราขึ้นกระเช้าไปถึงยอดเขา ก็พบความเขียวชะอุ่มในหน้าฝนของที่นี่ ลมที่พัดมาปะทะค่อนข้างแรงมาก ลองหลับตาแล้วสัมผัสกับลมและฟังเสียงลม ช่างเป็นอะไรที่ดีมากจริง ๆ ทิวเขาที่ทอดยาวแทบจะเสมอเมฆนี้ ความสวยงามที่พบเห็น ไม่สามารถบรรยายได้ ถ้าไม่เห็นด้วย เราดื่มด่ำกับบรรยากาศด้านบนหลายชั่วโมง ที่นี่ค่อนข้างสงบเงียบกว่าภูเขาที่แรก แต่ถึงแม้จะไม่ได้เห็นหิมะปกคลุมแบบที่ตั้งใจ แต่ว่าความเขียวของต้นไม้ในหน้าฝนก็นับว่าเป็นวิวที่สวยไม่แพ้กัน

                หากกำลังมองหาสถานที่ที่สวยงาม และท้าทาย ที่ แชงกรีล่า เป็น 1 ในตัวเลือกที่ดีเลยทีเดียว นอกจากจะอยู่ไม่ไกลจากไทยแล้ว ธรรมชาติและชุมชนของที่นั่นก็ยังคงความเรียบง่ายและสวยงาม อิ่มใจมากจริง ๆ กับทริปนี้ ทุกอย่างเกินความคาดฝันไว้ แล้วจะรู้ว่า ที่จีนมีธรรมชาติที่สวยงามไม่แพ้ที่ไหนเลย และแชงกรีล่าก็เหมาะสมกับคำว่า “สวรรค์บนดิน” จริง ๆ

มาลองเป็นเพื่อนกับ “ความเหงา” กันดีไหม

ถ้าลองค้นหาคำว่า “เหงา” ใน Google เราคงจะพบเรื่องราวเกี่ยวกับความเหงามากมาย ไม่ว่าจะเป็นวิธีแก้เหงา กิจกรรมทำยามเหงา หาเพื่อนคุยแก้เหงา ขึ้นมาเป็นร้อยเป็นพันหัวข้อ แม้แต่บทเพลงก็ยังมีการพูดถึงความเหงาอยู่มากมาย ดูเหมือนว่า ความเหงาจะเป็นสิ่งที่หลายคนไม่ต้องการเอาซะเลยจริง ๆ ความเหงามันน่ากลัวขนาดนั้นหรือเปล่า มีแต่คนที่ใช้คำเหงาเป็นข้ออ้าง เพื่อที่จะได้รู้สึกผิดน้อยลงเมื่อทำผิด

                เราลองมารู้จักกับความเหงากันดีกว่า ความเหงาเป็นความรู้สึก หน่วง ๆ อึน ๆ ไม่ได้สุขมาก ไม่ได้ทุกข์มาก แต่รู้สึกโดดเดี่ยว ซึ่งความโดดเดี่ยวนี้ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการไม่มีเพื่อน ไม่มีคนรัก บางคนมีคนล้อมหน้าล้อมหลังมากมาย แต่ยังรู้สึกเหงา แท้จริงแล้วความเหงาเกิดจาก การรู้สึกขาดความใส่ใจ ขาดที่พึ่ง จะเห็นคนไม่น้อยที่บ่นว่าเหงา แม้จะอยู่ท่ามกลางเสียงอึกทึกครึกโครม หรือบางที ความเหงาเกิดขึ้นเมื่อคิดถึงใครสักคนหนึ่ง ที่เรารู้สึกว่า เราไม่ได้สามารถมีเขาอยู่ข้าง ๆ เราได้ มันเลยเป็นช่วงเวลาที่รู้สึกเหงาที่สุด

ฟังดู ความเหงาก็ดูไม่ใช่เรื่องที่ดีสักเท่าไหร่ แต่ทำไมถึงอยากให้เป็นเพื่อนกับมันละ

                ความเหงา ไม่ได้น่ากลัวหรอก แต่การใช้ความเหงามาเป็นข้ออ้างในการทำความผิดนี่น่ากลัว บางคนมีแฟนอยู่แล้วแต่อยู่ห่างไกลกัน หรือแฟนมีเวลาให้ก็ใช้คำว่าเหงามาเป็นข้ออ้างที่จะมีคนเพิ่มเข้ามา เพื่อเติมเต็มในส่วนที่บอกตัวเองว่าอยู่ไม่ได้แน่ ๆ หรือหลายคนที่ชีวิตไม่เคยโสดเลยเพราะไม่สามารถอยู่แบบคนเดียว ไม่มีแฟน ไม่มีคนไปไหนมาไหนด้วยไม่ได้ เลยเลือกที่จะคบกับใครก็ได้แต่ขอให้ตัวเองไม่ว่างเท่านั้น สุดท้ายมานั่งเสียใจเองว่า คบกับใครก็คบได้ไม่นาน เพราะไม่ได้ศึกษากันดี ๆ และหวั่นไหวง่ายเพราะการกลัวความเหงานั้นเอง

                หากเราลองมามองความเหงาดี ๆ ช่วงที่ความเหงาเข้ามาเป็นช่วงที่เรามีเวลาอยู่กับตัวเองมากที่สุด มีเวลาได้รู้ความคิดของตัวเอง ได้ฟังเสียงของตัวเอง เป็นช่วงเวลาได้ทบทวนตัวเอง บางทีช่วงชีวิตของคนเราอาจจะต้องการช่วงเวลาที่ได้คิด ไตร่ตรอง เพื่อปรับปรุงและพัฒนาตัวเองก็ได้ ลองปล่อยให้ตัวเองได้เหงาดูบ้าง ถ้าหากเราอยู่กับมันได้ ใจของเราก็จะแข็งแรงขึ้น และสามารถตั้งรับกับเรื่องราวต่าง ๆ ได้

                ความเหงา เป็นเพียงโหมดหนึ่งของความรู้สึกคนเราเพียงเท่านั้น วิธีแก้อยู่ที่ใจของเราเอง ไม่มีใครสามารถทำให้เราหายเหงาได้อย่างแท้จริง หากเราไม่แก้ด้วยตัวเราเอง เพราะวันใดก็ตามที่เราหาใครสักคนมาแค่เพื่อแก้เหงา วันนึงถ้าเขาหายไป เราก็ต้องหาคนใหม่ ๆ มาแก้เหงาของเราอีกอยู่ดี จะดีกว่าไหม ถ้าเราอยู่กับมันได้ด้วยตัวเราเอง

                ลองเป็นเพื่อนกับความเหงาดูสิ แล้วจะรู้ว่า “ความเหงา” น่ารักกว่าที่คิดนะ

ความฝันในวัยเด็ก กับความฝันตอนเป็นผู้ใหญ่ ยังเป็นฝันเดียวกันอยู่หรือเปล่า?

“ความฝันเป็นสิ่งที่สวยงาม เป็นอิสระ ไร้กรอบและขอบเขต” นี่คือคำจำกัดความความฝันในวัยเด็กของหลาย ๆ คน ไม่มีกฎเกณฑ์ หรือข้อบังคับ เราสามารถจะเป็นอะไร หรือฝันอะไรก็ได้ที่เราอยากจะเป็น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกเลยที่เราอาจจะไม่ได้มีแค่ ความฝันเดียว ความฝันของเราเหมือนทุ่งกว้างใหญ่ที่เราจะสามารถปลูกต้นแห่งความฝันกี่ต้นก็ได้ แต่ว่า ยิ่งเราโตขึ้น ความฝันของเราก็ถูกจำกัดให้แคปลง ด้วยสิ่งแวดล้อม ค่านิยม หรือข้อจำกัดต่าง ๆ มากมาย จนบางคนแทบจะไม่เหลือความฝันเลยด้วยซ้ำ

                ถ้าให้ลองถามความฝันของเด็ก ๆ กับผู้ใหญ่ สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ เด็ก ๆ จะสามารถตอบความฝันของพวกเขาได้ทันที ในขณะที่ผู้ใหญ่จะต้องใช้เวลาคิด หรือถามถึงข้อแม้ต่าง ๆ เสียก่อนจึงจะสามารถตอบได้ ผู้ใหญ่หลายคนเลือกที่จะละทิ้งความฝันแล้วหันไปทำในสิ่งที่ข้อจำกัด สิ่งแวดล้อม ค่านิยมต่าง ๆ ผลักดันให้ไป หลายครั้งจึงเห็นผู้คนทำงานได้ไม่นานนัก ก็รู้สึกเหน็ดเหนื่อยและท้อใจ เพราะสิ่งที่เลือกไม่ใช่สิ่งที่ฝันหรือสิ่งที่รัก หรือหลายคนที่ทำงานไปวัน ๆ แบบไม่รู้เป้าหมายในชีวิตของตัวเอง ไม่รู้จะไปต่อ หรือต่อยอดยังไง รู้สึกเคว้งคว้าง ไร้จุดหมาย สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ เกิดจากที่เราถูกลิดรอนความฝัน จะจากตัวเราเองหรือจากคนอื่น ล้วนแต่เป็นตัวบั่นทอนความภูมิใจในตัวเองทั้งนั้น

                แต่ถ้าหากเรากล้าที่จะยืนหยัด ต่อสู้เพื่อความฝันของตัวเราเอง กล้าที่จะออกนอกกรอบหรือออกจาก safe zone ปัญหาหลักของคนในยุคนี้ คือการที่เราไม่กล้าเสี่ยงที่จะทำสิ่งใหม่ ๆ หรือสิ่งที่แตกต่าง เพราะกลัว กลัวจะผิดพลาด กลัวขัดต่อแนวทางของสังคม เพราะถ้าหากเรายังเป็นเด็กทำผิดพลาดก็เป็นเรื่องเล็ก และคนยังพร้อมที่จะให้อภัยและมองข้ามเราไปได้ แต่เมื่อเราโตขึ้นทุกความผิดพลาดของเรามักจะมีคนคอยซ้ำเติมอยู่เสมอ และหลายคนมีภาระ หน้าที่ ที่ต้องรับผิดชอบต่าง ๆ จึงอาจจะไม่สามารถเอาคนอื่นมาเสี่ยงด้วยได้

เพราะปัญหาชีวิตและข้อจำกัดของแต่ละคนมีไม่เท่ากัน หลายคนจึงไม่สามารถเลือกที่จะทำตามความฝันของตัวเองได้ แต่อย่างไรก็ตาม อย่าลืมความฝันของตัวเอง ถึงแม้วันนี้เรายังไม่อาจจะสามารถทำมันได้ เราอาจไม่ต้องหักดิบเพื่อเปลี่ยนไปทำตามใจตัวเองทันที แค่เริ่มทำวันละเล็กละน้อย ให้หัวใจได้พอชุ่มชื่นบ้าง เพราะชีวิตคนเราหากไม่มีสิ่งที่ทำแล้วรู้สึกรักและภูมิใจในตัวเองเลย ชีวิตจะมีความสุขได้อย่างไร

หากเราไม่ทอดทิ้งความฝันของตัวเอง ความฝันก็จะไม่ทอดทิ้งเราเช่นกัน ใช้ชีวิตด้วยหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความฝัน สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราจะมีแรงฮึดสู้ต่อไป ชีวิตของเราจะรู้สึกมีคุณค่ามีความหมายมากกว่าที่เคย ไม่ว่าความฝันในวัยเด็กของเราคือคืออะไร มันสามารถเป็นจริงได้เสมอ ถ้าเรากล้าพอ

หนุ่มสาวยุคใหม่รักการออกกำลังกาย หรือรักการใช้ชีวิตแบบมีไลฟ์สไตล์

ถ้ามองไปทางไหนตอนนี้ คงจะเห็นเมนูอาหารเพื่อสุขภาพมากมายที่วางขายตามท้องตลาด ห้างสรรพสินค้า หรือแม้แต่ร้านค้าออนไลน์ อ้างสรรพคุณ Healthy ดีต่อสุขภาพ ไขมันน้อย ใช้วัตถุดิบออร์แกนิคเต็มไปหมด หรือการโพสรูปอาหารคลีนชวนเชื่อพร้อมแนบค่าแคลอรีประกอบ ซึ่งภาพบางภาพก็เป็นภาพที่มาจากใน internet อีกทีด้วยซ้ำ หลายคนสนใจถ่ายรูปอัพรูปลงโซเชียลแสดงถึงความรักสุขภาพของตัวเอง แต่ความจริงแล้วจะมีสักกี่คนกันแน่ที่ทำเพราะรักสุขภาพจริง ๆ

                มีคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยที่เอาใจใส่ดูแลตัวเองอย่างจริงจัง เพื่อหวังให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยเช่นกันที่ทำเป็นเหมือนแฟชั่นตามเทรนด์ การถ่ายรูปอาหารคลีนหรือการแสดงตัวว่ากินคลีนเพื่อใช้ในโลกโซเชียลให้มีไลฟ์สไตล์ที่น่าสนใจ หรือจะเป็นการลดน้ำหนักหรือลดความอ้วนรูปแบบใหม่ในแง่ของการควบคุมอาหาร ผู้ที่เป็นตัวแทนจำหน่ายจะใช้โซเชียลของตนเองโพสถึงความเปลี่ยนไปของร่างกายหลังใช้สูตรหรือคอร์สที่ตัวเองจะขาย ซึ่งบางทีก็ไม่เป็นไปตามความจริง ใช้อาศัยเทคนิคทางการถ่ายภาพเพื่อให้ดูผอมกว่าเดิมเท่านั้น

                ในการออกกำลังกายคนจำนวนไม่น้อยจะคิดถึงเสื้อผ้าหรือชุดที่จะใส่เป็นอันดับแรกก่อน คิดถึงความสวยงามเป็นหลัก และการออกกำลังกายเป็นเรื่องรอง หลายคนไปถ่ายรูปที่ฟิตเนส โพสลงโซเชียล ออกกำลังกายเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วก็กลับ เพราะได้ภาพคนรักสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ดี ๆ ที่ต้องการเรียบร้อยแล้ว ซึ่งในปัจจุบันมีคนลักษณะนี้เยอะมากจริง ๆ

                ปัจจุบัน คนส่วนใหญ่จะมองภาพลักษณ์และไลฟ์สไตล์ในการใช้ชีวิตมากกว่าการมองเรื่องสุขภาพอย่างแท้จริง ยิ่งประกอบกับโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ที่มีให้เสพมากมาย ก่อให้เกิดการพักผ่อนไม่เพียงพอ ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานและการดำเนินชีวิต ซึ่งเป็นปัญหาที่หนุ่มสาวออฟฟิศพบเจอ และจะตามมาด้วยปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านสายตาจากการมองหน้าจอมือถือ โรคกระเพาะ กรดไหลย้อน จากการทานอาหารไม่ตรงเวลา โรคออฟฟิศซินโดรมที่เกิดจากปัญหาการนั่งทำงานนาน ๆ และไม่ได้ออกกำลังกาย

                หากทุกคนเอาใจใส่เรื่องการทานอาหารที่มีประโยชน์ อาจจะไม่ต้องถึงขนาดกินคลีนก็ได้ เพียงทานอาหารที่สะอาดถูกสุขอนามัยให้ครบ 5 หมู่ 3 มื้อ หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำและสม่ำเสมอ มองเห็นคุณค่าของสิ่งเหล่านี้อย่างแท้จริง เริ่มจากการรู้จักรักตัวเองก่อน ในวันที่เราป่วย วันนั้นเองจะรู้ว่าสุขภาพนั้นสำคัญมากแค่ไหน บางทีต่อให้มีเงินมากพอ ก็ไม่อาจจะซื้อสุขภาพของเราได้ แล้วเราจะเห็นความสำคัญของการดูแลตัวเองที่ไม่ใช่การสร้างภาพมีไลฟ์สไตล์ที่ดีเพื่อให้คนอื่นมองเห็น แต่เป็นการทำเพราะรักตัวเองจริง ๆ

                ทุกอย่างไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่เริ่มจากใจของเราก่อนเท่านั้น สุขภาพที่ดีจะส่งผลต่อสุขภาพจิตที่ดี และเมื่อเราสุขภาพกายและใจดี ก็จะส่งผลให้เรามีชีวิตที่ดี ไลฟ์สไตล์ที่ยอดเยี่ยมอาจจะไม่ได้เป็นแค่เปลือกที่เราแสดงอีกต่อไป

โซเชียลมีเดีย (Social Media) มิตรแท้ หรือ มิตรเทียม

ในขณะที่ยุคสมัยนี้ถูกขับเคลื่อนไปด้วยโลกของไซเบอร์ คนเราก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ มันน่าตกใจทุกครั้งที่เห็นเพื่อนของเราในชีวิตจริงกับโซเชียลแตกต่างกันสิ้นเชิง บางคนชีวิตจริงดูเรียบร้อยไม่กล้าแสดงออก แต่ในโซเชียลกลับกลายเป็นคนละคน กล้าพูด กล้าคิด กล้าทำ เพราะทุกอย่างอยู่แค่ปลายนิ้วมือเท่านั้น

                นับวันโซเชียลมีความหลากหลายมากขึ้นและมีทางเลือกให้กับผู้ใช้งานมากขึ้น หากมองให้ลึกแล้วจุดประสงค์หลักของโซเชียล คือการให้ผู้คนสามารถติดต่อสื่อสารกันได้สะดวกสบาย การสร้างสังคมใหม่ ๆ เพื่อให้สามารถติดต่อ สื่อสารกับคนที่เราไม่รู้จักได้ง่ายยิ่งขึ้น เป็นพื้นที่ส่วนตัวที่วางอยู่บนพื้นที่ส่วนรวม ให้เราได้แสดงความคิดเห็นหรือ ชีวิตประจำวันของเรา ในช่วงแรก ผู้คนก็ยังใช้ตรงตามวัตถุประสงค์อยู่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป โซเชียลกลายเป็นสิ่งที่ทำให้คนแสดงความเห็นกันเกินขีดจำกัด จนหลายครั้งที่เกิดเหตุการณ์ Cyberbullying การใช้ถ้อยคำด่าทอ เสียดสี ใส่ร้ายผู้อื่น หรือการแสดงความเห็นแบบสุดโต่ง ส่งผลในแง่ลบต่อผู้อื่น จนรุนแรงถึงขั้นมีคนทำร้ายตัวเองจากเหตุการณ์นี้ จะเห็นว่าสิ่งเล็ก ๆ ที่เราพิมพ์ลงไปแบบไม่ยั้งคิด พอรวมกันมาก ๆ กลายเป็นสิ่งที่คอยทำร้ายผู้อื่น

                แต่ว่าถ้าพูดถึงประโยชน์ของโซเชียลก็มีอยู่ไม่น้อย นอกจากจะเป็นพื้นที่ให้เราสามารถติดต่อสื่อสารกันอย่างสะดวกสบายแล้ว ปัจจุบันยังเป็นพื้นที่ในการประกอบอาชีพ การโปรโมทสินค้า การสร้างเทรนด์ การนำเสนอแบรนด์ หรือการค้นคว้าหาข้อมูลต่าง ๆ ก็สะดวกรวดเร็วขึ้น เป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอนของนักเรียนและนักศึกษา ข่าวสารต่าง ๆ ก็รวดเร็วมากยิ่งขึ้น ซึ่งนั่นก็เป็นข้อดี ถ้าหากข้อมูลของข่าวนั้นเป็นความจริงทั้งหมด เกิดเหตุการณ์เข้าใจผิดบ่อยครั้งเพราะการแพร่กระจายข่าวที่ไม่ได้ตรวจสอบความถูกต้องให้ดีซะก่อน และผู้คนอยากจะแชร์เรื่องราวให้เร็วที่สุด จนบางทีไปก้าวล้ำความเป็นส่วนตัวและสร้างความเสียหายให้กับบุคคลอื่น และที่สำคัญการพิมพ์หรือโพสข้อความใดในโลกโซเชียลโดยอารมณ์ ขาดความยับยั้งชั่งใจ สิ่งเหล่านี้มันจะอยู่กับเราไปอีกนาน และอาจจะส่งผลต่อตัวเราเองในอนาคต

                โลกโซเชียลก็เหมือนดาบสองคม หากรู้จักใช้ด้านที่ดี ใช้ให้ตรงตามวัตถุประสงค์ ก็จะก่อให้เกิดประโยชน์มหาศาล เราอาจจะได้เพื่อนใหม่ ความรู้ใหม่ หรืออาชีพใหม่ ๆ จากโลกโซเชียลนี้ และก็เช่นกัน หากเรามือไวใจเร็ว คล้อยไปตามสังคม เป็นคนที่อยากแสดงความเห็นตลอดเวลา และพยายามจะเป็นคนดีด้วยการด่าคนอื่น ถือว่าเป็นการใช้ที่ผิดวัตถุประสงค์ของโซเชียลแล้ว สังคมจะน่าอยู่ไม่ใช่เพียงแค่สร้างสังคมในชีวิตจริงเท่านั้น โลกโซเชียลก็ถือได้ว่าเป็นสังคมที่ 2 ของผู้คนในปัจจุบัน หากเราอยู่ในพื้นที่ของตัวเอง หรือพื้นที่เหมาะสม ไม่กล่าวร้ายใคร โซเชียลมีเดียก็ถือว่าเป็น “มิตรแท้” ของเราได้ แต่ถ้าเมื่อใดก็ตาม ที่เราเริ่มว่าร้ายคนอื่น สิ่งเหล่านี้จะตามมาเป็นลูกโซ่ แล้วจะเกิดการว่ากันไปว่ากันมาไม่มีที่สิ้นสุด แล้ววันนั้น มิตรแท้อาจจะกลายเป็นมิตรเทียมของเราไปก็ได้

ในวันที่ “ความสุข” ดูยากจนเกินไป

โลก 2019 คือโลกแห่งการต่อสู้และแข่งขัน คนเราต่อสู้เพื่อโอกาส หน้าที่การงานที่ดี เพื่อหวังว่าสิ่งเหล่านี้จะนำมาถึงทรัพย์สินเงินทอง และทรัพย์สินเงินทองจะพาพวกเค้าไปสู่ชีวิตที่ดี ชีวิตที่มีความสุข คนส่วนใหญ่จึงหน้าดำคร่ำเครียดกับการทำงาน บางคนก็อุทิศให้งาน ทุ่มเทเวลาเกือบทั้งชีวิต แต่สิ่งที่ได้มากลับว่างเปล่า ทำงานหนักขนาดนี้ มีเงินเยอะขนาดนี้ ทำไมถึงยังไม่มีความสุขแบบที่หวังไว้ซักที

                ความสุขของคุณคืออะไร เมื่อเราถามคำถามนี้ไป คงได้คำตอบที่หลากหลาย หลายคนบอกมีเงินทองมากมาย อยากซื้ออะไรได้ตามใจชอบ เพราะทุกวันนี้แทบไม่มีอะไรที่เงินซื้อไม่ได้ แม้แต่เวลาเงินก็ซื้อได้ บางคนบอก การมีครอบครัวที่ดีมีคู่ชีวิตมีลูกที่น่ารัก คือความสุขในบั้นปลายชีวิต แต่ก็ไม่มีอะไรรับรองได้ว่า แต่งงานแล้ว มีลูกแล้ว ชีวิตจะตัดจบ Happy Ending เหมือนในละคร เพราะชีวิตจริงยังมีต่อ ยังมีสิ่งที่ต้องฝ่าฟันไปอีก หรือบางคนบอกการได้ทำตามฝัน ได้เที่ยวรอบโลก แต่ก็มีคนที่เที่ยวรอบโลกมากมาย ที่เหมือนค้นหาอะไรบางอย่างจนอิ่มตัว แล้วสุดท้ายกลับพบว่า ความสุขมันยังไม่ถูกเติมจนเต็ม

มันเพราะอะไรกันล่ะ ในเมื่อเราลงทุนทั้งเวลา สุขภาพ เงิน ไปกับหลายอย่างแล้ว แต่เรากลับยังไม่รู้สึกมีความสุข

                เพราะเราทำให้มันยากเกินไปรึเปล่า บางคนบอกถ้ามีเงิน 10 ล้าน คงจะมีความสุขมาก แต่พอทำได้จริง กลับไม่รู้สึก เพราะคุณจะอยากได้ 100 ล้าน 1,000 ล้าน มากขึ้นไป บางคนมีครอบครัวที่ดี ได้แต่งงานมีลูกแล้วแต่ยังไม่มีความสุข เพราะอยากเห็นลูกประสบความสำเร็จ ลูกต้องเก่ง ต้องดีกว่าคนอื่น และบางคนเมื่อพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ได้แล้ว กลับรู้สึกว่า เขามันเตี้ยไป อยากพิชิตเขาที่มันสูงกว่านี้ ความอยากของเราไม่มีที่สิ้นสุด และเรามักจะตั้งความสุขไว้อยู่สูงเสมอ เราต้องมีสิ่งต่าง ๆ มากกว่าที่เป็นอยู่สิ เราไม่ยอมให้ตัวเองมีความสุขสักที แล้วเมื่อไหร่ล่ะ เมื่อไหร่เราจะมีความสุขอย่างแท้จริง

                ถ้าเราลองลดวงแหวนของความสุขลง มีความสุขกับเรื่องง่าย ๆ อย่าตึงเครียดมากจนเกินไปนัก หลายคนไม่ยอมให้ตัวเองมีความสุข ตั้งข้อแม้ให้ตัวเอง ถ้ายังไปไม่ถึงจุดหมายก็จะไม่ยอมให้ตัวเองมีความสุข ลองชื่นชมตัวเองในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ยิ้มให้กับคนรอบข้างบ้าง ใช้ชีวิตแบบรู้ตัวเอง หยุดการเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นแล้วมานั่งคร่ำครวญ เราควรมีชีวิตในแบบของตัวเอง และแน่นอนความสุขของแต่คนไม่เหมือนกัน ถ้าวันนี้เราเต็มที่แล้ว มันก็คือดีที่สุดแล้ว และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือการมองเห็นคุณค่าในตัวเอง รักตัวเองที่ไม่ใช่การเห็นแก่ตัว ความสุขเป็นเรื่องใกล้ตัว เพียงแค่เราจะมองเห็นมันหรือเปล่าเท่านั้นเอง

ถ้าเรามองไปในกระจก เราจะเห็นคน ๆ นึงที่มีคุณค่า

“ความสุข” ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป เพียงแค่เราเปิดใจให้กับมัน

เป็นโสดแล้ว “ชีวิตดี” มีจริงมั้ย?

ในสังคมปัจจุบันที่ข่าวคราวการนอกใจมีทุกหย่อมหญ้า ใครไม่ถูกนอกใจหรือไม่คบซ้อนเหมือนไม่ตามแฟชั่นไปซะแล้ว รักสามเศร้าอาจจะเชยไปแล้วสำหรับสมัยนี้ รักสี่เศร้ากำลังมาแรง และแน่นอนที่สุด หลายคนมองเห็นปัญหานี้ การตามหาความรักก็ยังหวั่นใจ คนยุคใหม่ไม่น้อยเลยเลือกอยู่คนเดียวไม่มีคู่ไปเลยเสียจะดีกว่า แถมตอนนี้เราจะได้พบเจอกับTrip ท่องเที่ยว Backpack คนเดียว หรือร้านอาหารที่มีที่นั่งสำหรับคนที่มาทานอาหารคนเดียว โลกเริ่มเพิ่มพื้นที่ตอบสนองคนโสดมากขึ้น แต่ก็ยังมีคนสงสัยว่า

“โสดแล้วดีจริงหรือเปล่า ไม่เหงาบ้างหรอ”

                กิจกรรมของคนโสดมีมากมาย ง่ายสุด คือนอนดู Series อยู่ห้อง หรือถ้าเบื่อห้องหน่อยก็จะออกไป Shopping นั่งร้านกาแฟ หรือไปหากิจกรรมทำ เช่น ออกกำลังกาย เล่นกีฬา แน่นอนคนโสดไม่ได้หมายความว่าไม่มีเพื่อน แต่ถึงแม้จะต้องไปคนเดียว ก็ไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่เลย คนโสดส่วนใหญ่มักจะมีความชอบทำอะไรรวดเร็วและชอบทำอะไรคนเดียว ไม่ชอบการรอคอย เพราะฉะนั้นการจะนัดเพื่อนมาดูหนังสักเรื่องแล้วต้องแลกกับการรอ พวกเค้าเลือกที่จะดูหนังคนเดียวสบายใจกว่า หรือแม้แต่การนัดออกไปเที่ยว กว่าเพื่อนจะว่างตรงกัน สู้ไปเองเลยดีกว่า สามารถทำอะไรได้ตามใจตัวเอง ไม่ต้องรอความเห็นจากใคร คนโสดจึงถือว่าเป็นคนที่มีชีวิตอิสระไม่น้อยเลยทีเดียว

                แต่ก็ไม่ใช่ว่าคนโสดไม่เหงา มีบ้าง เวลาดูหนังรักซึ้ง ๆ หรือเห็นคนจูงมือเดินกัน เห็นความหวานของคนมีคู่ แต่ว่าแต่ละคนก็จะมีวิธีจัดการกับความเหงาของตัวเอง หาอะไรทำจนบางทีกลายเป็นคนที่ดูเหมือนยุ่งตลอดเวลา เป็นโสดสบายกายและสบายใจ แต่จะไม่รู้สึกชุ่มชื้นหัวใจเหมือนคนมีคู่ ไม่ได้มีเรื่องให้รู้สึกหวือหวาในชีวิต และก็ไม่ได้มีเรื่องให้ใจพองโต แลกกับการที่ไม่ต้องเสี่ยงกับความเสียใจที่อาจจะต้องเจอ ไม่ต้องฝากความรู้สึกไว้กับใคร

ถ้าได้เจอความรักที่ดีหรือคนที่เรารักมากจริง ๆ เชื่อว่าคนโสดหลายคนก็คงจะยอมลงจากคานซักที แต่ถ้าหากยังไม่เจอคนที่ใช่ การเป็นโสดก็ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดี ที่ไม่ต้องปล่อยให้ตัวเองไปลองหรือเสี่ยงคบกับใคร แล้วโดนทำร้ายความรู้สึก หลายคนอยู่คนเดียวไม่ได้ ไม่อยากโสด มีแฟนไว้เพื่อกันคำว่าโสดออกจากตัวเองเท่านั้น สุดท้ายจบไม่สวยมานั่งเสียใจ เสียความรู้สึก และเสียเวลา ความโสดไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่เราจะได้อยู่กับตัวเอง ได้ฟังเสียงและความต้องการของตัวเองจริง ๆ  และเป็นช่วงรักษาหัวใจของเราให้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง สิ่งสำคัญที่สุด การที่เราจะรักคนอื่นได้ เราต้องรู้จักรักตัวเราเองก่อน ให้คนรักเป็นสิ่งพิเศษที่เป็นรางวัลของชีวิตเรา ถ้ามีถือว่าเป็นของขวัญของชีวิต แต่ถ้าไม่มีเราก็อยู่ได้แบบสบาย ๆ การเป็นโสดไม่ใช่เรื่องน่าอาย เป็นโสดก็ “ชีวิตดี” ได้เหมือนกัน

ถ้า “ทางเดิน” ของชีวิต เป็นเหมือนการเลือก “สายรถเมล์”

ในวันเหงา ๆ เศร้า ๆ รู้สึกหมดหวังกับชีวิต สิ่งที่หลายคนเลือกทำคืออะไร บางคนคงอาจจะไปดูหนัง นั่งชิลร้านกาแฟ หรือไปเที่ยวสถานที่ต่าง ๆ แต่สถานการณ์ที่มันค่อนข้างแย่และหนักหน่วง การไปแค่นั้นมันไม่ได้ช่วยให้รู้สึกดีขึ้นสักเท่าไหร่ การได้อยู่กับตัวเอง มองดูผู้คน นั่นคือสิ่งที่ทำให้รู้สึกเข้าใจชีวิตและคิดอะไรได้มากกว่า สถานที่ที่เราชอบไปเวลาไม่สบายใจคือ ป้ายรถเมล์

วันที่ถูกเชิญออกจากงาน ความรู้สึกตอนนั้นมันไม่ได้เสียใจ ร้องไห้แม้แต่นิดเดียว แน่ละเรารู้อยู่แล้ว ปัญหามันมีมานานแล้ว ต่อให้ไม่เชิญออกก็ตั้งใจจะลาออกอยู่ดี เพียงแต่คราวนี้มันเร็วเกินคาด เกินกว่าที่เราจะตั้งรับทัน เราทำเหมือนปกติทุกอย่าง ไม่ได้บอกใครในออฟฟิศนอกจากเพื่อนสนิทที่สุดในนั้น ครอบครัวยิ่งแล้วใหญ่เราไม่มีทางบอกเรื่องนี้แน่ ๆ จะบอกได้ยังไงคนที่เป็นความหวังของครอบครัวแบบเราทุกคนคงใจสลายน่าดู

 มีเวลาแค่ 3 เดือน ในการหาที่ทำงานใหม่ มันน่าเศร้ามั้ยล่ะ จากคนที่เคยเป็นคนเลือกงาน ปฏิเสธที่อื่นเพื่อมาทำที่นี่ แต่วันนี้กลับโดนเชิญออก ช่างเป็นสีสันของชีวิตเสียจริง ๆ หัวสมองตอนนั้นมันไม่มีเวลาให้ตัดพ้อมากนักหรอก เพราะมันต้องคิด ต้องทำแฟ้มผลงานเพื่อยื่นไปสมัครงานเป็นสิบ ๆ ที่ บางที่ก็ไปสัมภาษณ์เพื่อให้เค้าดูถูกดูแคลน มีแต่ความเจ็บช้ำเสียใจกลับมา สถานการณ์ในตอนนั้น มันแทบไม่มีกำลังใจในชีวิตซะเลย จะฆ่าตัวตายหรอ? ไม่หรอกมันง่ายเกินไป ชีวิตเราเจอแต่แต่เรื่องยาก ๆ มาทั้งชีวิต เราเชื่อว่ามันผ่านไปได้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเราจะผ่านมันไปยังไงเท่านั้นเอง

วันเวลาก็ล่วงเลยเข้าเดือนที่ 3 เราตั้งใจทำแฟ้มผลงาน และส่งไปสมัครงานอีกหลายที่และได้งานในที่สุด แต่ว่ารถเมล์มีหลายสายฉันท์ใด ชีวิตคนเราก็มีทางเลือกหลายทางฉันท์นั้น ในบ่ายวันสุดท้ายของเดือน เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น พร้อมกับเสียงปลายสายที่ขอเรียกสัมภาษณ์งาน ตอนนั้นทั้งสับสนและดีใจจนบอกไม่ถูก เราตกลงทันทีทั้ง ๆ ที่เราได้งานแล้ว เราขอไปสัมภาษณ์งานเย็นวันนั้นตอน 1 ทุ่ม

อย่างกับในหนัง ต้องฝ่ารถติด ฝ่าผู้คน เพื่อไปสัมภาษณ์งานในเย็นหลังเลิกงานของการทำงานวันสุดท้ายของออฟฟิศ เราไปทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย มีแค่สภาพหัวฟู ๆ หน้ามันเยิ้มไปเท่านั้น การสัมภาษณ์ผ่านไปด้วยดี จนถึงตอนท้ายเมื่อเราตัดสินใจบอกความจริงว่า จริง ๆ เราได้งานแล้ว ตอนนั้นมันถึงทางเลือกแล้วล่ะ ก่อนหน้านี้เราเคยเจอทางเลือกแบบนี้มาก่อน เราตกลงทำงานกับที่ที่เราถูกเชิญออกแล้ว หลังจากนั้นไม่กี่วัน ที่ที่เราอยากไปก็โทรมา แต่ด้วยอะไรก็แล้วแต่ เราเกรงใจมากเพราะเรารับปากไปแล้ว เราไม่มีความกล้าพอที่จะกลับไปยกเลิก มาคราวนี้ เราลองชั่งใจดูว่าชอบที่ไหนมากกว่ากัน และใจเราก็บอก ว่าเราชอบที่นี่มากกว่า เราเลยขอเลือกตามใจของเราบ้าง ในที่สุดเราก็ตกลงทำงานกับที่ที่สองและโทรไปยกเลิกทำงานกับที่แรก

หลังจากวันนั้น เรากลับมานั่งเฝ้ามองผู้คนที่ป้ายรถเมล์อีกครั้ง ป้ายรถเมล์ ที่เป็นศูนย์รวมของคนหลากหลายอาชีพ หลากหลายวัย เราอาจจะได้เห็นคุณยายขายน้ำที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แม้ทั้งวันจะไม่มีคนซื้อ นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ถามทางด้วยความมึนงง หรือคุณลุงคุณป้าที่หอบหิ้วสัมภาระล้นมือเพื่อที่จะไปที่ไหนสักแห่ง ผู้คนเหล่านี้ทำให้เรามองเห็นโลกที่กว้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นใคร ทุกคนต่างมีสิ่งที่ต้องทำ มีปัญหาที่ต้องเจอ ไม่ว่าจะเป็นคนพิการ ขอทาน พวกเขาแย่กว่าเรามากแต่เขาก็ยังอยู่ต่อ ต่อสู้กับปัญหาที่พวกเขามี การได้เห็นภาพเหล่านี้ทำให้เรามีกำลังใจในการที่จะเดินต่อไป เพราะชีวิตมีไว้ใช้ แต่ว่ามันก็มีหลายทางให้เลือกเหมือนกับป้ายรถเมล์ ถ้าเราดีหน่อยที่รู้ว่าปลายทาง จุดหมายของเราคืออะไร การเลือกเส้นทางที่จะเดินหรือสายรถเมล์ที่จะไปมันคงไม่ยาก แต่ถ้าไม่รู้ก็ต้องเสี่ยงหน่อย เราอาจจะขึ้นรถเมล์ผิดสาย แต่มันไม่ใช่ผิดพลาดแล้วแก้ไขไม่ได้ เราสามารถลงเพื่อรอสายต่อไป แล้วคุณล่ะ คุณเลือกสายรถเมล์ของคุณหรือยัง ?

เคยมีคนที่เรา “จำ” ได้ว่าเรา “ลืม” เค้าไปแล้วรึเปล่า?

หัวสมองของคนเรา น่าจะเป็นสิ่งที่ซับซ้อนที่สุดแล้ว แต่จิตใจของคนเรานั้นกลับซับซ้อนยิ่งกว่า เคยไหมกับการที่หลอกคนอื่น และเคยไหมกับการหลอกตัวเอง หลายคนคงไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเคยหลอกตัวเองตอนไหนจนกระทั่งได้เจอต้นตอของเรื่องราวที่เราพยายามโกหกใจตัวเองนั่นแหละ หรือน่าเศร้ายิ่งกว่า คือบางคนไม่รู้เลย

                ถ้าใครเคยมีความรัก ก็คงจะพอเคยชิมรสชาติของการอกหักมาบ้าง คงไม่มีใครที่ไม่เคยผิดหวังเสียใจกับเรื่องนี้ ความสัมพันธ์ที่ไปต่อกันไม่ได้ พยายามก้าวไปข้างหน้าเท่าไหร่ก็ไปไม่ถึง สุดท้าย การแยกกันเดินจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดสุด บางคนได้ออกไปเดินในเส้นทางใหม่ ๆ ผู้คนใหม่ ๆ แต่บางคนก็ยังคงวนเวียนอยู่ในเส้นทางเก่า ๆ ผู้คนเก่า ๆ และความรู้เก่า ๆ

                การหาสังคมใหม่ ๆ มักจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคนที่ผิดหวังในความรัก ได้ออกไปทำความรู้จักเพื่อนใหม่ สถานที่ใหม่ ทำให้เราสามารถ “ลืม” เรื่องราวที่ทำให้ผิดหวังเสียใจได้ในชั่วขณะ แต่เราลืมได้จริง ๆ หรือเปล่า พอผ่านสถานการณ์นั้นไป กลับห้องยังคิดถึงเขาอยู่ไหม เห็นคนอื่นไปเที่ยวด้วยกัน เดินจูงมือกัน ภาพเก่า ๆ ยังคงกลับมาบ้างรึเปล่า เราพยายามบอกตัวเอง แล้วหาอะไรทำ เพื่อให้สมองไม่มีที่ว่างให้นึกถึงเรื่องที่เจ็บปวด แต่ความจริงแล้ว ความเจ็บปวดมันไม่ได้อยู่ที่หัวสมอง แต่มันอยู่ที่ใจของเราต่างหาก

แต่เราไม่สามารถหลอกใจของเราได้หรอก ถ้าวันหนึ่ง วันที่บังเอิญไปเจอเขาคนนั้น เราจะสามารถรู้ได้เลยว่าจริง ๆ แล้วความรู้สึกของเรามันยังคงอยู่ แต่แค่ถูกจัดสรรให้อยู่ถูกที่ถูกทาง อยู่ในที่ที่เราจะไม่ทำเจ็บปวดไปมากกว่าเดิม หลายคนคิดว่าตัวเองดีขึ้นแล้ว แต่พอไปเจอคนคนนั้นจริง ๆ ความรู้สึกถาโถมเข้ามาใส่ จนตั้งตัวไม่ทัน เพราะพวกเขาหลอกตัวเองว่า “ลืม” ได้แล้ว คนที่โชคดีหน่อย ก็อาจจะได้รับการเยียวยาจากคนที่ทำให้เสียใจ ส่วนคนที่กลับไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ก็ต้องเยียวยาตัวเอง ลองอยู่กับความเจ็บปวดบ้าง ลองอยู่กับมัน ยอมรับมัน เข้าใจมัน ดีกว่าการวิ่งหนีความรู้สึกตัวเอง จนเราไม่สามารถรักใครใหม่ได้อย่างแท้จริง เรื่องแย่ ๆ บางทีก็เป็นบทเรียนสอนใจ เตือนให้เราจำไว้ จะได้ไม่พาตัวเองไปเป็นแบบเดิมอีก

สุดท้าย สำหรับใครก็ตามที่ยังรู้สึกว่าตัวเองยังไม่มีความสุขอย่างแท้จริง ยังรู้สึกมีอะไรติดค้างในใจ หรือไม่สามารถสบตาคนเก่า ๆ อย่างบริสุทธิ์ใจได้ ลองถามตัวเองดี ๆ ว่าจริง ๆ แล้ว เราลืมเค้าได้หรือยัง เราอาจจะสามารถแกล้งเบลอเหตุการณ์ในอดีตได้ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ หรือแม้กระทั่งทำเหมือนว่าเราไม่ได้รู้สึกอะไรกับคน ๆ นั้นแล้ว แต่ตัวเราจะรู้ดีที่สุดเมื่อเจอเหตุการณ์ที่ทดสอบใจ บางทีเราอาจจะเพิ่งรู้ตัวว่า จำได้ว่า “ลืม” เค้าไปแล้ว แต่ทำไมพอเจอหน้ากลับยังเจ็บปวดอยู่ ลืมได้แล้ว หรือแกล้งลืม

คุณรู้จัก “แฟนคลับ” ดีแค่ไหน ?

เมื่อได้ยินคำว่า “แฟนคลับ” หรือที่คนส่วนใหญ่เรียกติดปากว่า “ติ่ง” หลายคนอาจจะนึกถึงภาพคนกลุ่มหนึ่ง ที่กำลังกรีดร้อง ส่งเสียงเชียร์ให้กับศิลปินชื่อดังที่พวกเขาทั้งหลายชื่นชอบ หรือภาพบุคคลบนบิลบอร์ดขนาดยักษ์ตามสถานีรถไฟฟ้า ห้างใจกลางเมือง พร้อมกับข้อความ Happy Birth Day โดยที่บางคนคุณไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเค้าเป็นใคร และหลายครั้ง คุณไม่เข้าใจการที่พวกเค้าไปนั่งรอหลายชั่วโมงเพื่อเจอศิลปินเพียงเวลาไม่กี่นาที

แต่ถ้าจริง ๆ แล้ว แฟนคลับมีสิ่งที่ต้องทำ และมีความหมายกับศิลปินมากกว่าที่คุณเห็นละ?

                เมื่อก่อน แฟนคลับ(ติ่ง) จะเป็นกลุ่มคนที่ชื่นชอบศิลปิน K- Pop เป็นส่วนใหญ่ แต่ปัจจุบันนี้ กลุ่มแฟนคลับศิลปินในประเทศไทยเริ่มมีมากขึ้น เป็นที่รู้จักกันมากขึ้น เริ่มเข้ามามีบทบาทต่อวงการบันเทิงและสื่อมากขึ้น เห็นได้จากตามหน้าข่าวหนังสือพิมพ์ สื่อออนไลน์ หรือทีวี ที่มีการลงข่าวถึงพลังของแฟนคลับกลุ่มต่าง ๆ และที่สำคัญพลังของแฟนคลับนี่แหละ ที่ผลักดันให้ศิลปินก้าวไปอยู่ในจุดที่สูงกว่าเดิม

                สิ่งที่แฟนคลับต้องทำ ไม่ใช่แค่การกรี๊ดไปวัน ๆ แน่นอน แฟนคลับที่ดีส่วนใหญ่จะพยายามสนับสนุนศิลปินที่ตนเองชื่นชอบในทุก ๆ ทาง เริ่มตั้งแต่การสนับสนุนผลงานที่ถูกลิขสิทธิ์ ไปเชียร์ศิลปินตามงาน Event ต่าง ๆ นอกจากจะเป็นการให้กำลังใจศิลปินแล้ว ยังทำให้ผู้ว่าจ้างได้เห็นถึงศักยภาพของศิลปินและแฟนคลับที่จะสามารถนำไปสานต่อ อาจจะเป็นในด้านของการจ้างงานครั้งต่อไปหรือไปถึงขั้นการได้เป็น Presenter ของสินค้าหรือองค์กรนั้น ๆ

นอกการสนับสนุนด้านผลงานแล้ว คนรอบตัวของศิลปิน ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ญาติพี่น้อง หรือเพื่อน ก็จะได้รับการดูแลจากแฟนคลับเช่นกัน และแฟนคลับยังคอยเป็นหูเป็นตา ปกป้องศิลปินที่ตนเองรัก ไม่ว่าจะเป็นข่าวหรือสิ่งต่าง ๆ ที่จะทำให้ศิลปินเสียภาพลักษณ์ เมื่อศิลปินถูกวิจารณ์ในแง่ลบ เราจึงสามารถเห็นแฟนคลับรวมตัวกันออกมาปกป้องในสื่อออนไลน์เสมอ ที่สำคัญถ้าพลังของแฟนคลับมีมากพอ ก็สามารถทำให้สื่อใด ๆ ที่เขียนข่าวไม่จริง สามารถยอมเขียนหนังสือขอโทษได้เลยทีเดียว

จะเห็นได้ว่า “แฟนคลับ” มีอิทธิพลในแง่ของความมีชื่อเสียงของศิลปินไม่น้อย ถ้าศิลปินคนใดมีฐานแฟนคลับที่แข็งแรง ย่อมส่งเสริมการงานและอาชีพของศิลปินนั้น ๆ ให้ไปได้ไกล เป็นแรงผลักดันที่มหาศาล แต่ถ้าในแง่ของความรู้สึกแล้ว ก็เรียกได้ว่า ความรักของแฟนคลับนั้นค่อนข้างจะเป็นรักที่น่านับถือเลยทีเดียว การที่พวกเค้าทุ่มเท แรงเงิน แรงกาย และแรงใจ ทำเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย โดยไม่ได้หวังหรือหวังน้อยที่สุดคือรอยยิ้มของศิลปินที่เค้ารัก ได้เสพผลงานจากศิลปินที่ตนเองชื่นชอบ แม้บางคนอาจจะไม่เคยเจอตัวจริงของศิลปินเลยด้วยซ้ำ

เมื่อมาถึงตรงนี้ น่าจะได้รู้จักและมองเห็นความสำคัญของ “แฟนคลับ“ มากขึ้น ได้มองเห็นมุมมองของพวกเค้าแตกต่างจากที่คุณเคยเห็น ไม่ว่าคุณจะเคยได้ยินข่าวในแง่ไม่ดีของกลุ่มคนนี้มากน้อยแค่ไหน แต่ในทุก ๆ สังคมย่อมมีคนที่ดีและไม่ดีปะปนกันไป และตราบใดที่คนกลุ่มนี้ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ก็นับว่าเป็นกลุ่มคนที่สร้างสีสันให้กับวงการบันเทิง ที่มากไปกว่านั้นพวกเค้ามีคุณค่าและมีความสำคัญต่อ ศิลปิน มากจริง ๆ